ค้นหาด่วน :
www.somboontours.com
 
ภาพคลิปวีดีโอ ทัวร์ :
   
ทัวร์ช้าง 1
ทัวร์ช้าง 2
หยกและอัญมณี
กระเหรี่ยงคอยาว
การทอผ้าไหมไทย
   

ทัวร์แม่ฮ่องสอน3วัน 2คืน. เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ,ทางประวัติศาสตร์,ทางประเพณีและวัฒนธรรม.

ในฤดูนี้ทัวร์ที่น่าสนใจ Code TBT 001.. Code TBT 003.. Code TMH 002 .. Code CNT 001.. Code TMH 004..

มั่นใจได้ถึงการขับขี่ โดยคนขับรถเป็นคนในพื้นที่ ที่มีประสบการณ์สูง 12ปีที่ผ่านมารับประกันความปลอดภัย

เป็นตำนานการให้บริการนำเที่ยวเกิน 12ปี มีผลงานที่ดี ให้ความสูขสมใจ และความปลอดภัยในการเดินทาง

ด้วยเส้นทางที่โรแมนติกมหัศจรรย์สุดแสนจะหวาดเสียว มีวิวสวยๆบนดอยสูงๆสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อยวันเดียว

 
โปรแกรมทัวร์์  :  .
TBT 005 :  กะเหรี่ยงคอยาว
TBT 005 :  ปางช้าง
TBT 005 :  สวนกล้วยไม้และฟาร์มผีเสื้อ
TBT 004 :  ถ้ำเชียงดาว
TBT 004 :  กะเหรี่ยงคอยาว
TBT 005 :  โรงเรียนลิงและฟาร์มงู
TBT 002 :  ปางช้าง
TCR 003 :  ถ้ำเชียงดาว
TCR 003 :  วัดท่าตอน
TCR 003 :  กะเหรี่ยงคอยาวหรือปะด่อง
TCR 003 :  “ดอยแม่สลอง”
TCR 003 :  “วัดถ้ำป่าอาชาทอง”
 
Code : TBT 005  กะเหรี่ยงคอยาว




 
กะเหรี่ยงคอยาว ที่เชิงเขาผ่านทุ่งนาที่มีความเป็นธรรมชาติที่สวยงามเขตอำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่.

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยือนหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวมีความสูขกับการถ่ายภาพในท้องนาริมเชิงเขา.

ร่วมถ่ายรูปร่วมกับกะเหรี่ยงคอยาวตัวเล็กๆ แต่อายุปาเข้าไป 8ขวบแล้ว.

เด็กผู้หญิงที่มีอายุไม่ถึง 5 ขวบยังไม่มีการพันคอด้วยห่วงทองเหลือง

กะเหรี่ยงคอยาว จะทอผ้าชุดที่สวมใส่เองและมีไว้ขายให้นักท่องเที่ยว.

นักท่องเที่ยวสามารถร่วมถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกได้.

สาวๆกะเหรี่ยงคอยาว ที่ยังไม่แต่งงานมักจะอยู่ร่วมกันและนอนด้วยกัน.

การใส่ปลอกคอทองเหลืองนั้นเริ่มเมื่อเด็กหญิงปาดองอายุได้ 5-9 ปี

มูเซอ หรือลาฮู

หมู่บ้านชาวมูเซอมักจะตั้งอยู่บนที่สูงประมาณ 1,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

กระเหรี่ยง(ยาง) เป็นชาวเขาเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

กระเหรี่ยงนั้นยึดถือการสืบเชื้อสายทอดมาทางฝ่ายหญิงเป็นหลัก

กระเหรี่ยงผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานมักจะสวมใส่ชุดขาว และถ้าแต่งงานแล้วมักสวมใส่ชุดสีฟ้า หรือชุดสีเขียว หรือสีดำ.

"ปะหล่อง" นั่งขายของที่ระลึก

ชาวปะหล่อง มักตั้งถิ่นฐานอยู่ตามบริเวณหุบเขา

ม้งหรือแม้ว ชอบตั้งถิ่นฐานอยู่ตามภูเขาสูงภาษาม้งอยู่ในตระกูลแม้ว-เย้า หรือม้ง-เมี่ยน.

บ้านของชาวม้ง ตัวบ้านปลูกคล่อมอยู่บนพื้นดินที่ทุบแน่นผนังกั้นระหว่างห้องทำด้วยลำไม้ไผ่

 กะเหรี่ยงคอยาว  

 (รายละเอียด)

"กะเหรี่ยงคอยาว" มหัศจรรย์มนุษย์ ?? กะเหรี่ยงคอยาว วัฒนธรรมเป็นของชนเผ่าที่ไม่เหมือนวิถีชีวิตคนในเมืองนำเที่ยวชมหมู่บ้านชาวเขาเผ่าปะหล่อง,กระเหรี่ยง(ยาง),ลาหู่ (หูใหญ่)หรืออีกชื่อคือมูเซอ ชมชนเผ่าม้ง หรือที่คนพื้นที่ภาคเหนือเรียกว่าแม้ว และเยี่ยมชมชนชาวปะด่อง หรือ ที่รู้จักโดยทั่วไปคือ กะเหรี่ยงคอยาว วิถีชีวิตชาวไทยภูเขาที่มีเอกลักษณ์ทางภาษาการแต่งกายซึ่งการแต่งกายแบบนี้เป็นการแต่งกายที่แตกต่างไปจากชาวเขาเผ่าอื่นๆ ท่านสามารถเยี่ยมชมพวกเขาที่เป็นเพศหญิงเหล่านั้นจึงต้องใส่ห่วงที่คอตั้งแต่ยังเด็กที่เขตอำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่.

 

ชาวกะเหรี่ยงคอยาวเรียกว่าตัวเองว่าชาวปะด่อง (ไม่ใช่ปะหล่อง) ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้อพยพมาจากประเทศพม่า สิ่งที่น่าสนใจคือการแต่งกายของผู้หญิงเผ่านี้ คือการนำห่วงทองเหลืองมาสวมคอ จึงทำให้มองดูคอยาวกว่าคนปกติ มีตำนานเล่ากันมานานหลายตำนานอย่างเช่น ลวดทองเหลืองที่พันคอชาวกระเหรี่ยงคอยาวนั้น เมื่อก่อน ชาวปะด่องได้ไปเห็นหงส์ที่แสงสวยงามเข้า จึงอยากให้คอของตัวเองมีความอ่อนช้อยงดงามดังหงส์จึงเขาขดลวดมาพันคอ , ตำนานที่ 2 ชาวปะด่องนั้นอาศัยอยู่ในป่า มีภูติผีอยากให้ชาวปะด่องตายทั้งหมดจึงแปลงร่างมาเป็นเสือเพื่อกินผู้หญิงชาวปะด่องจะได้ไม่มีไว้สืบลูกหลาน ผู้หญิงชาวปะด่องจึงต้องป้องกันตัวโดยการพันโหละไว้รอบคอ แขนและขา กันเสือกัดตาย , ตำนานที่ 3 ชาวปะด่องนั้น โดยพม่ารุกรานมาตีบ้านเกิดเมืองนอน มีเจ้าหญิงกับข้าราชบริพารบางส่วนที่หลบหนีออกมาได้ วันที่หนีมา องค์หญิงได้มีพืชชนิดหนึ่งสีเหลืองทอง ชื่อว่า ปะด่อง คล้องที่คอ (พระศอ) ก็ได้ทรงประกาศว่า " หากวันใดที่ยังไม่ได้กลับมาเป็นใหญ่ในบ้านเกิดเมืองนอน ตราบนั้น จะไม่เอาพืชนั้นออก" แล้วจึงเป็นวัฒนธรรมที่วิวัฒนาการมาเป็นลวดทองเหลืองในปัจจุบัน

 

ปะหล่อง  บ้านเรือนส่วนใหญ่ของชาวปะหล่องทำจากไม้ไผ่ แต่โครงเป็นไม้จริง ประตูหันหน้าไปทางทิศตะวันออก แต่ละครอบครัวมีบ้านของตนเอง มักเป็นบ้านสองชั้น (แต่บ้านชั้นเดียวก็มี) ชั้นล่างเป็นที่เก็บข้าวเปลือกและเลี้ยงสัตว์ ส่วนชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัยผู้หญิงชาวปะหล่องแต่งกายแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ปกติจะมีเสื้อกั๊กสีดำ หรือขาวทับด้านนอก ตกแต่งด้วยแถบกำมะหยี่หลากสี และนิยมนุ่งผ้าถุง การแต่งกายของหญิงชาวปะหล่องถือเป็นเอกลักษณ์ของเผ่า กล่าวคือ การสวมห่วงหวายลงรักแกะลาย หรือใช้เส้นหวายเล็กๆ ย้อมสีถักเป็น ลาย บางคนก็ใช้โลหะสีเงินลักษณะเหมือนแผ่นสังกะสีนำมาตัดเป็นแถบยาวตอกลาย และขดเป็นวงสวมใส่ปนกัน ชาวปะหล่องจะเรียกห่วง ที่สวมเอวนี้ว่า "หน่องว่อง" หญิงชาวปะหล่องจะสวม "หน่องว่อง" ตลอดเวลา ด้วยความเชื่อว่า เป็นสัญลักษณ์ ของการเป็นลูกหลานนางฟ้า โดยมีตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่ามีนางฟ้าชื่อ "หรอยเงิน" ได้ลงมายังโลกมนุษย์ แต่โชคร้ายไปติดเร้ว ของพวกมูเซอ ทำให้กลับสวรรค์ไม่ได้ ต้องอยู่ในโลกมนุษย์และเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์หลายกลุ่ม ชาวปะหล่องเชื่อกันว่าพวกตนก็ เป็นลูกหลานของนางหรอยเงิน ดังนั้นจึงต้อง สวม "หน่องว่อง" ซึ่งเปรียบเสมือนเร้วดักสัตว์ไว้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อระลึกถึงนางฟ้า หรอยเงินตลอดเวลา ชาวปะหล่องเชื่อกันว่า การสวม "หน่องว่อง" จะทำให้เกิดความสุข เมื่อตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ หากถอดออกจะทำให้สิ่งไม่เป็นมงคลเข้าครอบงำ หญิงชาวปะหล่องมักจะสวม ติดตัวตลอดเวลาแม้แต่ในเวลานอนก็ตาม หญิงชายชาว ปะหล่องมักจะแสดงฐานะของตนด้วยการเลี่ยมฟันด้วยโลหะคล้ายทองทั้งปากและประดับด้วยพลอยหลากสี การแต่งงานของชาวปะหล่องหนุ่มสาวชาวปะหล่องไม่นิยมแต่งงานกับคนต่างเผ่าการพบปะกันจะเกิดในงานพิธีทำบุญต่างๆ เมื่อชายหนุ่มถูกใจสาวคนใดก็จะหาโอกาสไปเที่ยวบ้านในตอนกลางคืนโดยจะเป่าปี่หรือดีดซึงเป็นเพลงบอกกล่าวให้สาวมาเปิดประตูรับ หากสาวไม่ ่รังเกียจก็จะมาเปิดประตูรับแล้วพากันไปคุยหน้าเตาไฟ เมื่อตกลงแต่งงานกันได้ก็จะบอกให้พ่อแม่ฝ่ายชายเป็นฝ่ายไปสู่ขอ พิธีแต่งงานจะมีการ เลี้ยงผีเรือน ผีปู่ย่าตายายในวันมัดมือ หลังจากนั้นคู่บ่าวสาวจะพากันไปทำบุญที่วัดหลังแต่งงานแล้วผู้หญิงจะต้อง ย้ายไปอยู่กับบ้านฝ่ายชาย

 

ลาหู่ (หูใหญ่)หรืออีกชื่อคือมูเซอ ลาหู่เป็นชนเผ่าที่ใฝ่ในพรเป็นที่สุด พรให้อยู่เย็นเป็นสุข สมบูรณ์ด้วยพลานามัยและข้าวปลาอาหาร คำส่งพรในภาษาลาหู่ คือบนหรือเอาบนซึ่งเพี้ยนมาจากคำไทยใหญ่บุญแต่ความหมายหมายของคำว่าบนนี้กว้างกว่าบุญเพราะเมื่อประกอบกับคำอื่นก็มี ความหมายได้สารพัด เช่น เอาบนเจาแปลว่า"มีค่า" บนเต แปลว่า การทำบุญ บนเล่าหรือบนภู่ แปลว่า "อธิษฐาน" บนนา แปลว่า "อวยพร" บนมาดา แปลว่า"โชคร้าย" และบนมา "เทศนาสั่งสอน " ชาวลาหู่ มักเรียกตนเองว่า บนผา ซึ่งแปลตรงตัว "บุตรแห่งพระ"และในคำอธิษฐานเอ่ยถึง บนจา "เสาะหาพร" เพราะคนลาหู่ไม่ว่าจะพวกใด ศาสนาใด ต่างมุ่งหวังในความอยู่ดีมีสุขทุกผู้ทุกนามพลเมืองเผ่านี้เรียกตนเองว่า "ลาหู่" ไทยใหญ่เรียกพวกเขาว่า "มูเซอ" ซึ่งเป็นคำฉานยืมมาจากภาษา พม่าแปลว่า "พราน" หรือ "นักล่า" ภาษาล่าหู่จัดอยู่ในสาขา ยิ ของตระกูลธิเบตพม่า ในเมืองไทยมีล่าหู่ห้ากลุ่ม ซึ่งพูดจาแตกต่างกันเป็นห้าสำเนียง จัดเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ลาหู่นะ (ลาหู่ดำ) และลาหู่ชี (ลาหู่เหลือง) โดยลาหู่นะเป็นสำเนียงมาตรฐาน หรือภาษากลางของชาวลาหู่ไม่ว่าจะที่อยู่ในแคว้นยูนาน พม่า ลาว หรือไทยและกลายเป็นภาษากลางของชนต่าง ๆ เผ่าบนภูเขา รวมทั้งพวกฮ่อด้วย ต้นกำเนิด หลักฐานเอกสารที่เก่าที่สุดเราหาได้ระบุถิ่นฐานของลาหู่ว่าอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้อพยพลงมาทางใต้อยู่หลายชั่วคนแล้วประมาณ พ.ศ. 2383 ก็ได้เข้ามาอยู่แถวอำเภอฝางในประเทศไทยบ้างก็เข้าไปอยู่ในลาว 

 

กระเหรี่ยง หรือคนพื้นเมืองภาคเหนือและไทยใหญ่เรียกยาง ส่วนชาวตะวันตกเรียก Karen ศาสนาของชาวกะเหรี่ยง บางส่วนนับถือศาสนาพุทธ เช่น กะเหรี่ยงโปว์ บางพวกนับถือคริสต์ กะเหรี่ยงสะกอที่ อาศัยในพื้นราบ แต่ชาวกะเหรี่ยง ทั้งหมดซึ่งรวมถึงผู้ที่นับถือ ศาสนา ทั้งสองดังกล่าวข้างต้น นับถือผี พวกเขาเชื่อว่า แทบทุกหนทุกแห่งจะผีสิงสถิตอยู่ เช่น ในป่า ในไร่ หรือในหมู่บ้าน ผีที่กะเหรี่ยงนับถือ คือ ผีเรือนและผีบ้าน ผีเรือน เป็นผีประจำบ้านเรือน คือ วิญญาณของปู่ย่าตายายที่วนเวียนอยู่ภายในบ้านเรือนคอยป้องกันรักษาบุตรหลานให้อยู่ อย่างสงบสุข ส่วนผีบ้านเป็นผีหรือเทพารักษ์รักษาหมู่บ้านบางทีเรียกว่า ผีเจ้าเมือง หรือผีเจ้าที่ซึ่งมีความสำคัญ มาก ชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในตระกูลภาษาย่อย ทิเบต-พม่า นักประวัติศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่าชนชาติกะเหรี่ยง มีถิ่นเดิมอยู่ในดินแดน ตะวันออกของทิเบต แล้ว เข้ามาตั้งอาณาจักรในประเทศจีนเมื่อ 733 ปีก่อนพุทธกาล ชาวจีนเรียกว่า ชนชาติโจว ภายหลังถูกกษัตริย์จีนรุกราน เมื่อ พ.ศ. 207 จึงพากันแตกพ่ายหนีลงมาอยู่บริเวณลุ่มน้ำแยงซีต่อมาเกิดปะทะกับชนชาติไทจึงถอยร่นลงมาอยู่ตาม ลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสาละวินในเขตพม่ากะเหรี่ยงเคลื่อนย้ายลงมาอยู่ตอนใต้ก่อนชนชาติไทแต่ภายหลังพวกตระกูล มอญ-เขมร ชนชาติกะเหรี่ยง อาศัยอยู่ในเขตไทยก่อนชนชาติไทยจะเคลื่อนย้ายลงมาสู่แหลมสุวรรณภูมิ การอพยพครั้งสำคัญ ของกะเหรี่ยง เกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่าทำสงครามกับมอญ พวกกะเหรี่ยงซึ่งมีความสัมพันธ์อัน ดีกับมอญก็ช่วยเหลือให้ที่หลบภัย กับมอญ เมื่อพม่ายกทัพติดตามมา พวกกะเหรี่ยงหวั่นเกรงภัย ที่จะเกิดขึ้นจึงอพยพ เข้าสู่เขต ไทย นอกจากนี้ ยังมีการอพยพเนื่องจากการ ทำมาหากินทางเขตพม่า ฝืดเคือง พวกนี้จึงเข้ามาหาที่ทำกิน ใหม่ในเขตไทย ปัจจุบันมีชาวกะเหรี่ยง ใน ประเทศไทย อาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆ แถบ ชายแดนไทย-พม่า ในภาคตะวันตกและภาคเหนือ เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ตาก และ แพร่ เป็นต้น.

 

ม้ง ชาวเขาเผ่าม้งที่คนไทยเรียกว่าแม้ว ม้ง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศจีนและประเทศต่างๆในเอเชียอาคเนย์ คือ เวียดนาม พม่า ลาว และประเทศไทย ในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มคือ ม้งขาว เรียกตนเองว่า "ม้ง เด๊อว" (Hmong Daw/Hmoob Dawd) และม้งเขียว เรียกตนเองว่า "ม้ง น์จั๊ว" (Hmong Njua/ Moob Ntsuad) ภาษาศาสตร์จัดม้งอยู่ในสาขา เมี้ยว - เย้า ของตระกูลจีน - ธิเบต และพบว่ามีคำที่ขอยืมมาจากภาษายูนนาน ลาวและไทยปนเปอยู่ในภาษาม้งมากและชาวม้งก็มักจะเรียนพูดภาษาของคนใกล้ตัว เช่น ลาว ไทยเหนือ กะเหรี่ยง ฮ่อแล้วแต่ว่าจะไปตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้ใคร และเพราะปลูกพืชชนิดใดภาษาของม้งขาวกับม้งเขียวแตกต่างกันมากจนพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่โดยที่มีแบบแผนการแต่งกายคล้ายคลึงกัน จึงพอจะจัดให้เป็นชนเผ่าเดียวกันได้. ตัวบ้านปลูกคล่อมอยู่บนพื้นดินที่ทุบแน่น วัสดุส่วนใหญ่ใช้ไม่เนื้ออ่อน ผนังกั้นระหว่างห้องหรือบ้านทำใช้ลำไม้ไผ่ ผ่าคลี่เป็นแผ่น หลังคามุง ด้วยหญ้าคา หรือใบจาก แต่เสาจะเป็นไม้เนื้อแข็ง แปลนเป็นแบบง่าย ๆ ตัวบ้านไม่มีหน้าต่าง เนื่องจากอยู่ในที่อากาศหนาวเย็น ใกล้กับประตูหลัก จะมีเตาไฟเล็ก และแคร่ไม่ไผ่สำหรับนั่ง หรือนอน เอาไว้รับแขก กลางบ้านจะเป็นที่ทำงานบ้าน เข้าไปในสุด ด้านซ้ายจะเป็นเตาไฟใหญ่สำหรับ ทำอาหารเลี้ยงแขกจำนวนมาก และเอาไว้ต้มอาหารหมู บางบ้านจะมีครกไม้ใหญ่สำหรับตำข้าวเปลือก มีลูกโม่หินสำหรับบดข้าวโพด แป้ง ถั่วเหลือง ใกล้กับที่ทำงานจะมีกระบอกไม้ใผ่รองน้ำตั้งอยู่ สำหรับมุมบ้านฝั่งซ้ายมักจะกั้นเป็นห้องนอนของพ่อแม่ กับลูก   กลับหน้าเดิม 

 

  กลับหน้าเดิม 




Tour rate :


จำนวน 
<< ย้อนกลับ  
   
 
หน้าหลัก  |   เกี่ยวกับสมบูรณ์ ทัวร์   |  บริการนำเที่ยว   |   บริการรถเช่า   |  การบริการอื่น ๆ   |   ติดต่อเรา
 
 
© 2006, Somboon Tour
This website is designed & develloped by Chiangmaizone dot com

Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0