ค้นหาด่วน :
www.somboontours.com
 
 
 
ภาพคลิปวีดีโอ ทัวร์ :
   
ทัวร์ช้าง 1
ทัวร์ช้าง 2
หยกและอัญมณี
กระเหรี่ยงคอยาว
การทอผ้าไหมไทย
   



มาที่นี่มาดูของดีคือแปลงผักหลายสี วิวที่แสนสวยตามด้วยไร่องุ่นดำไร้เม็ด ขุนเขาโอบกอดฟ้า ณ ดอยม่อนแจ่ม

คอนโด"สำหรับขาย" ในเมืองเชียงใหม่ พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที. CONDOMINIUM FOR "SALES" HAVE MANY ROOMS..

สัมผัสธรรมชาตินั่งช้างไปบ้านชาวเขาที่ปางช้างแม่ตะมาน,นั่งแพไม้ไผ่,วัดพระธาตุดอยสุเทพ,โรงงานตัดหินหยก

เส้นทางคลุกคลักคดเคี้ยว.ต้องบีบแตรทุกโค้ง.เพราะชาวม้งขับรถวั้ยไว..คือเส้นทางของดอยปุย-ขุนช่างเคี่ยน

หากมาเชียงใหม่ต้องชิมข้าวซอยหากไม่ได้ขึ้นดอยเหมือนไม่ได้มาเชียงใหม่ไปต่อที่ศูนย์หัตถกรรมบ้านบ่อสร้าง

โปรแกรมทัวร์์  :  TCR 001-002
เชียงราย-เชียงแสน-สามเหลี่ยมทองคำ-แม่สาย-หมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้า และอีก้อ
กะเหรี่ยงคอยาว
สามเหลี่ยมทองคำ-เชียงแสน
หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร
 
Back Page  
Code :   เชียงราย-เชียงแสน-สามเหลี่ยมทองคำ-แม่สาย-หมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้า และอีก้อ

TCR 001-002


 
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน"อำเภอแม่ขะจานมีอุณหภูมิห้องประมาณ 80องศา สามารถต้มไข่สุกได้ภายในเวลา3นาที.

อุทยานประวัติศาสตร์เชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

วัดพระธาตุเจดีย์หลวง

สร้างโดยพระเจ้าแสนภูเมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙

"วัดป่าสัก" ตั้งอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์เชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

"ประติมากรรมวัดป่าสัก" ลวดลายปูนปั้นประดับนั้นน่าชมที่สุดคือปูนปั้นรูปหน้ากาลหรือเกียรติมุขที่อยู่ตามมุมเสาด้านล่าง ทั้งยังมีลายรูปมกรคายสิงห์ รูปมกรคายช้าง

"สามเหลี่ยมทองคำ" เป็นพื้นที่เกาะกลางแม่น้ำโขงบริเวณปากแม่น้ำรวก ปัจจุบันตื้นเขินไม่เหลือสภาพแต่เดิมพื้นที่ใช้ปลูกฝิ่นและผลิตยาเสพติดแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เพราะเป็นดินแดนตะเข็บรอยต่อสามประเทศ คือ ไทย ลาว พม่า

บริเวณสามเหลี่ยมทองคำยังเป็นที่ประดิษฐาน "องค์พระนวล้านตื้อ (พระเชียงแสนสี่แผ่นดิน)" ประทับนั่งอยู่บนเรือแก้วให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ไปสักการะบูชา

หลักกิโลเมตรสามเหลี่ยมทองคำ

"ซุ้มประตูโขง" ที่สามเหลี่ยมทองคำริมน้ำแม่โขงสบรวก

นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปยังสามเหลี่ยมทองคำ และไปถ่ายรูปกับป้ายสามเหลี่ยมทองคำ มีร้านจำหน่ายของที่ระลึก ป้ายให้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และท่าเรือหางยาวล่องแม่น้ำโขง

นักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบกันของแม่น้ำโขงและ แม่น้ำรวก ของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ที่รอยต่อระหว่างสามประเทศ

"สามเหลี่ยมทองคำ"เป็นที่รู้จักในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวรอยต่อระหว่างประเทศ แต่ในปัจจุบันมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย

กาแฟอาราบิก้าคั่วสดสบรวก ตรงข้ามจุดถ่ายรูป พวกเราบริการนักท่องเที่ยวพอมาถึงจุดนี้ต้องไม่พลาดกาแฟสดที่นี่

"แม่น้ำโขง" มีต้นกำเนิดมาจากธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย ประเทศทิเบธ เป็นแม่น้ำที่ได้ชื่อว่าไหลผ่านประเทศ ต่างๆมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 2,650 ไมล์ (4,000 กม.) ส่วนที่ลึกที่สุดของแม่น้ำคือ 15 เมตร ส่วนที่ตื้นที่สุด 5 เมตร มีพันธุ์ปลาที่สำคัญคือ ปลาบึก [Gian Cat Fish] ซึ่งเป็นพันธุ์ปลาที่มีถิ่นอาศัยเพียงแห่งเดียวในโลก

"จุดชมวิวบนดอยเชียงเมี่ยง" หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้างของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวก ต้องขึ้นไปบนดอยเชียงเมี่ยง

"บริเวณลานข้าพระพุทธนวล้านตื้อ" มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาตินิยมมาถ่ายรูปและซื้อสินค้าเพื่อไว้เป็นที่ระลึก.

"แม่สาย" เป็นอำเภอเหนือสุดของประเทศไทย ติดต่อกับประเทศพม่าที่ท่าขี้เหล็ก โดยมีแม่น้ำแม่สายเป็นพรมแดน มีสะพานเชื่อมเมืองทั้งสองเข้าด้วยกัน

"จุดผ่านแดน" ไปยังประเทศเมียนมาร์ โดยมีแม่น้ำสายเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่าง 2ประเทศ ปัจจุบันมีถนนตัดใหม่ไปยังเชียงตุงถึงเมืองลาแล

ตลาดท่าขี้เหล็กของพม่าที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามของแม่สายตลาดแม่สาย เป็นแหล่งช้อปปิงแหล่งใหญ่

ป้ายเหนือสุดในสยามนี้เป็นป้ายเดิมที่นักท่องเที่ยวหลายท่านคงจำได้

ป้ายเหนือสุดในสยามนี้เป็นป้ายใหม่ที่มีนักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการข้ามไปฝั่งพม่า"ตลาดดอยเวา" เป็นแหล่งซื้อ-ขายของฝากที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนต้องได้มาสักครั้งหนึ่ง เพื่อมาเดินซื้อของฝากราคาประหยัดกัน

ส่วนแหล่งขายของฝากอีกที่หนึ่งคือบริเวณถนนสายลมจอย (สายลมโชย) ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทะลุมาจากตลาดดอยเวาได้เลย

หมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้าหรือเมี่ยน บ้านหนองแว่น ตั้งอยู่ ตำบลแม่จัน จ.เชียงราย

นักท่องเที่ยวร่วมถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกับชาวอาข่า (อีก้อ)

วัฒนธรรมของเผ่าอาข่า จะจัดทำพิธีแต่งงานฉะนั้นการท้องก่อนแต่งงาน หรือไม่ท้องก่อนแต่งงานจึงถือว่าเป็นบุญเป็นโชคคนที่โชคดีจะต้องไม่ท้องก่อนแต่งงาน.

การโล้ชิงช้า “หละเฉ่อ”เป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งของเผ่าใช้สำหรับการฉลองในพิธีรำลึกต่างๆ.

การชุมนุมเพื่อกิจกรรมบางอย่างในหมู่บ้าน ลานดินเรียกว่า “ลานสาวกอด” หรือ “แดห่อง”

"ประตูวิญญาณหรือประตูป่าหรือประตูผี"







 เชียงราย-เชียงแสน-สามเหลี่ยมทองคำ-แม่สาย-หมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้า และอีก้อ


(ข้อมูลเพิ่มเติม)


เหนือสุดในสยาม อร่ามดอยตุง ผดุงวัฒนธรรม รสล้ำข้าวสาร หอมหวานลิ้นจี่ สตรีโสภา ชาเลิศรส สัปปะรดนางแล


 

น้ำพุร้อนแม่ขะจาน อำเภอแม่ขะจาน เชียงราย ถนนสายเชียงราย - เชียงใหม่ กม.ที่ 64 - 65 บริเวณบ่อน้ำร้อนมีชาวบ้านนำไข่มาขาย เพื่อให้นักท่องเที่ยว ทดสอบต้มในบ่อน้ำร้อน มีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ 3 บ่อ แต่ละบ่อกว้างประมาณ 3 เมตร มีอุณหภูมิห้องประมาณ 80 องศา สามารถต้มไข่สุกได้ภายในเวลา 3 นาที มีห้องอาบน้ำแร่ของเอกชนที่ต่อจากน้ำพุร้อนมายังห้องอาบ อยู่ฝั่งตรงกันข้ามถนน ซึ่งเป็นจุดพักรถระหว่างทางจาก เชียงใหม่-เชียงราย มีตลาดจำหน่ายของที่ระลึก เช่น เสื้อผ้า ผ้าฝ้ายทอพื้นเมือง เครื่องประดับ ไม้แกะสลัก มีร้านอาหาร ร้านชากาแฟ ให้แวะชิมและซื้อไปฝากคนสนิท  

ถิ่นอมตะ พระเชียงแสน แดนสามเหลี่ยม เยี่ยมน้ำโขง จรรโลงศิลปะ

เชียงแสน หรือเวียงเชียงแสน คือ เวียง หรือ อาณาเขตที่ถูกล้อมรอบไปด้วย คูน้ำ หรือ กำแพงเมือง ใน คำเมือง เคยมีแคว้นที่สำคัญๆ ตั้งอยู่ ก่อนที่จะมาเป็น อาณาจักรล้านนา ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ บ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แคว้นที่สำคัญที่สุด และ มีเมืองหลวงอยู่ใน อำเภอเชียงแสน ก็คือ แคว้น โยนกนาคพันธุ์ ซึ่งเป็นแคว้นโบราณที่เก่าแก่ที่สุดบนอาณาจักรล้านนา มีอายุประมาณ 2000 ปี ปัจจุบันนี้ก็คือ ทะเลสาบเชียงแสน และ รอบๆนั้น อีกแคว้นหนึ่งก็คือ แคว้นหิรัญนครเงินยาง ซึ่งเป็นแคว้นผู้ก่อตั้งเวียงเชียงแสน เป็นแคว้นสืบต่อเนื่องจากแคว้นโยนกนาคพันธุ์ และ เป็นถิ่นประสูติของ พระเจ้าเม็งรายมหาราช หรือพ่อขุนเม็งรายหรือพญามังรายเชียงแสนเกิดในราชอาณาจักรล้านนาเป็นเมืองลูกหลวง เป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนาตอนบนของอาณาจักรล้านนา จึงมีการสร้างวัดวาอารามมากมายในเมืองนี้



    และสิ้นสุดเมื่อพ.ศ.2101 เมื่อพระเจ้าบุเรงนองตีได้เชียงใหม่ ยึดครองล้านนาทั้งสิ้นไว้ในอำนาจ เชียงแสนในอำนาจการปกครองพม่า มีเจ้านายพม่ามาปกครอง หรือขุนนางผู้ใหญ่พม่ามาปกครอง พม่าใช้เชียงแสนเป็นที่มั่นในการรับศึกจากกรุงศรีอยุธยา หรือเมื่อเชียงใหม่แข็งเมืองกับพม่า แต่ล้านนานั้นกลับมาอยู่ใต้การปกครองของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งตีเชียงใหม่จากพม่าได้ และอยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยาอยู่หลายปี จนภายหลังก็กลับไปอยู่ใต้อำนาจของล้านช้างบ้าง พม่าบ้าง เชียงแสนภายใต้ราชอาณาจักรสยาม ในตอนปลายของกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงธนบุรี เมืองเชียงแสนกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่พม่ายึดเป็นปราการสู้รบกับพระเจ้าตากสิน พระยาจ่าบ้านร่วมกับพระยากาวิละ ได้รับการสนับสนุนจากกรุงธนบุรี ได้เข้าตีเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จในปี พ.ศ.2317 แต่พม่าก็ถอยหนีมายึดเมืองเชียงแสนเป็นที่มั่น เพื่อพยายามตีเมืองเชียงใหม่กลับคืน พ.ศ 2347 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้กองทัพกรุง กับกองทัพเจ้าอุปราชเชียงใหม่ กองทัพเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เจ้าเมืองนครลำปาง และเจ้าเมืองนครน่าน ขึ้นมาขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงแสน ล้อมไว้ 5 เดือนก็ตีได้ เจ้าอุปราชเมืองเชียงใหม่จึงสั่งให้รื้อกำแพงเมืองบางส่วน และเผาทำลายบ้านเรือนเพื่อมิให้เป็นที่ตั้งของทัพพม่าต่อไป แต่เชียงแสนเป็นเมืองสำคัญทางชายแดนด้านเหนือสุดไม่มีกำลังป้องกันไม่ได้ จึงให้กวาดต้อนผู้คนประมาณ 23,๐๐๐ ครัวเรือน โดยจัดแบ่งออกเป็น 5 ส่วน แยกไปไว้ตามเมืองต่าง ๆ ได้แก่ เวียงจันทน์ เชียงใหม่ ลำปาง น่าน ส่วนที่เหลือจัดส่งไปกรุงเทพ ฯ ซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลเสาไห้ จังหวัดสระบุรี และที่ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี ซึ่งชาวคูบัวนี้ยังภูมิใจในท้องถิ่นเดิมของเขา จนกระทั่งในปี พ.ศ.2412 ชาวพม่า ชาวไทยลื้อ และชาวไทยเขิน จากเมืองเชียงตุง อพยพครอบครัวมาประมาณ 38,๐๐๐ คน มาอยู่ที่เชียงแสนตั้งตัวเป็นอิสระไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของไทย รัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้เจ้าอินทวิไชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ จัดทัพจากเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ขึ้นไปขับไล่ออกจากเมืองเชียงแสน เมื่อ พ.ศ.2417 แล้วต่อมาโปรดเกล้า ฯ ให้นำราษฎรจาก ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ ไปตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงแสน พ.ศ.2437 จัดระบบการปกครองระบบเทศาภิบาล เมืองเชียงแสนจึงถูกรวมอยู่กับ เชียงราย ฝาง เวียงป่าเป้า พะเยา แม่ใจ ดอกคำใต้ แม่สรวย เชียงคำ เชียงของ จัดรวมเข้าเป็นมณฑลพายัพขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหม ต่อมาย้ายที่ทำการเมืองมาตั้งที่ตำบลกาลา อำเภอแม่จัน ขึ้นกับเมืองเชียงราย ส่วนเมืองเชียงแสนให้ยุบลงมาเป็นกิ่งอำเภอเชียงแสนหลวง ขึ้นกับอำเภอแม่จัน ในปี พ.ศ.2457 รัชกาลที่ 6 เปลี่ยนการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด จึงมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย เมืองเชียงแสนจึงได้ยกฐานะจากกิ่งอำเภอเชียงแสนหลวง เป็นอำเภอเชียงแสน ขึ้นกับจังหวัดเชียงรายนับตั้งแต่ 9 เมษายน 25๐๐ เป็นต้นมา


  

 วัดพระธาตุเจดีย์หลวง  สร้างโดยพระเจ้าแสนภูเมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 19 โบราณสถานประกอบด้วยเจดีย์ประธานทรงระฆังแบบล้านนา เป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดในเชียงแสน นอกจากนี้ยังมีพระวิหารที่เก่ามากซึ่งพังทลายเกือบหมดแล้ว และเจดีย์รายแบบต่าง ๆ 4 องค์


  


วัดพระธาตุเจดีย์หลวง เป็นโบราณสถานที่มีขนาดใหญ่ในเมืองเชียงแสน ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเชียงแสน เลขที่ 635/3 บ้านเวียง หมู่ที่ 3 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นในสมัยพญาแสนภู กษัตริย์ราชวงศ์มังราย โดยสร้างขึ้นหลังจากที่ทรงโปรดฯให้สร้างเมืองเชียงแสน ขึ้นที่บริเวณเมืองเงินยางเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 1834 ( สร้างเมืองเชียงแสนเมื่อปี พ.ศ. 1831 ) ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 16 แต่จากหนังสือ ชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวว่าพญาแสนภูทรงสร้างเมืองเชียงแสนเมื่อ พ.ศ. 1871 เนื่องจากพระเจ้าแสนภูทรงครองเมืองเชียงแสนถึง 2 ครั้ง คือ ในช่วงปี พ.ศ.1831-1856กับช่วงที่ 2ระหว่างปี พ.ศ.1875-1877
ตามตำนานและประชุมพงศาวดารยังกล่าวอีกว่าพญาแสนภูทรงสร้างพระเจดีย์ทรงกลม ฐานล่างสุดเป็นรูปแปดเหลี่ยมแบบพื้นเมืองรุ่นแรกขึ้นที่ด้านหลังของพระวิหาร ลักษณะซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปจนถึงยอดสุด มีความกว้าง 34 เมตร สูง 59 เมตร และมีฐานบัวลูกแก้ว 2 ชั้น ต่อหน้ากระดาน ชั้นมาลัยลูกแก้วแบบชั้นแว่นฟ้า ต่อบัวปากบานรับองศ์ระฆังสู่ปล้องไฉนและปลียอด ถือเป็นต้นแบบพระเจดีย์รุ่นหลังในเมืองเชียงแสน อนึ่ง ทางด้านหน้าองค์พระธาตุมีวิหารกว้าง 17 เมตร สูง 39 เมตร ซึ่งต่อมาพระเมืองแก้วตรัสสั่งให้ขุดฐานพระเจดีย์องค์เดิมแล้วก่อพระเจดีย์องค์ที่เห็นในปัจจุบันขึ้นในปี พ.ศ. 2058 จากนั้น ประมาณปี พ.ศ. 2500 - 2501 ทางกรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งบูรณะองค์พระเจดีย์ให้มีสภาพดีขึ้น ส่วนวิหารเก่าของวัดเจดีย์หลวงยังมีร่องรอยของเจดีย์ล้อมรอบอยู่ด้วย สำหรับวิหารที่เห็นในปัจจุบัน เป็นวิหารที่สร้างขึ้นคร่อมฐานวิหารเดิมเพื่อใช้เพียงชั่วคราว มีพระพุทธรูปปางพิชิตมารประดิษฐานอยู่ภายใน และพระพุทธรูปที่ว่านี้เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ที่สร้างขึ้นพร้อมๆ กับวิหารพระเจดีย์เดิม แม้ว่าภายหลังจะทำการบูรณะใหม่แต่ก็ไม่งดงามเท่ากับของเดิม
อาคารเสนาสนะของวัดเจดีย์หลวงประกอบด้วยศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ ปูชนียวัตถุคือพระประธานซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น 1 องค์ สิ่งสำคัญของวัดที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนแล้ว ได้แก่ เจดีย์ทรงกลมแบบพื้นเมืองรุ่นแรกๆ ซึ่งเป็นพระเจดีย์องค์พระประธานของวัด ลักษณะที่แปลกกว่าเจดีย์ที่เห็นกันอยู่โดยทั่วไป คือการประดับบัวที่ฐาน การเลือกใช้ชนิดของฐาน ตลอดจนลวดบัวในส่วนยอด สันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์องค์นี้ในเมืองเชียงแสนยุคหลังๆ นอกจากนี้ ยังมีเจดีย์ เล็กๆ อีก 3 องค์ วิหาร ตลอดจนซากเจดีย์ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษาพร้อมๆ กัน
ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่ถ้าหากว่าโบราณสถาน โบราณวัตถุเหล่านี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้ว ความงดงามของศิลปะจะคงอยู่ และให้คนรุ่นหลังได้สักการบูชาพร้อมทั้งศึกษาค้นคว้าต่อไป.


 


สามเหลี่ยมทองคำ หมายถึงพื้นที่รอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย, แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว, และ จังหวัดท่าขี้เหล็ก สหภาพพม่า มีลักษณะเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมบรรจบกัน โดยมี แม่น้ำโขงตัดผ่านชายแดนไทยและลาว นับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคนี้ สามเหลี่ยมทองคำในส่วนของประเทศไทย อยู่ในเขต บ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีท่าเรือขนาดเล็กขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีน และลาว เมื่อมองจากฝั่งไทยไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นหมู่บ้านในฝั่งลาวอย่างชัดเจน ส่วนทางพม่าซึ่งอยู่ด้านตะวันตกนั้น ไม่มีหมู่บ้านหรือสิ่งก่อสร้างให้เห็นในระยะใกล้ๆ บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่บรรจบกันของแม่น้ำโขงและ แม่น้ำรวกเรียกว่า สบรวก แม่น้ำรวก มีต้นกำเนิดจากภูเขาในสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพเมียนมาร์ เป็นพรมแดนธรรมชาติ ระหว่างประเทศไทย กับ สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพเมียนมาร์ มีความ ยาว ประมาณ 26.75 กิโลเมตร ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่บ้านสบรวก หมู่ที่ 1 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บริเวณนี้เคยมีการค้าฝิ่น โดยแลกเปลี่ยนกับทองคำ มีทิวทัศน์ที่งดงามโดยเฉพาะยามเช้า ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอก


เดิมสามเหลี่ยมทองคำเป็นที่รู้จัก ในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวรอยต่อระหว่างประเทศ แต่ในปัจจุบันมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทยนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปยังสามเหลี่ยมทองคำและไปถ่ายรูปกับป้าย "สามเหลี่ยมทองคำ" ที่ติดตั้งไว้ริมฝั่งแม่น้ำโขงด้วย นอกจากนี้ยังนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า นอกจากนี้ยังสามารถล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวชมทิวทัศน์มุมกว้าง ของบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้านได้ด้วย. เราพักรับประทานอาหารเที่ยงแบบบุฟเฟต์ ที่สามเหลี่ยมทองคำเสร็จอาหารเที่ยง.

 

หากนักท่องเที่ยวท่านใดต้องการที่จะล่องเรือหางยาวชมฝั่งโขงและตลาดลาวนักท่องเที่ยวสามารถซื้อตั๋วเรือได้ที่ฝั่งไทย การนั่งเรือล่องแม่น้ำโขงชมทิวทัศน์สามประเทศ เป็นกิจกรรมยอดนิยมอีกอย่างที่สามเหลี่ยมทองคำ มีท่าเรือหางยาวให้บริการหลายท่า แต่ละท่าจะจัดเรือพาท่องเที่ยวเหมือนกัน คือแล่นทวนลำน้ำโขงเลียบฝั่งพม่า ผ่านเกาะหมอโท ซึ่งเป็นเกาะสันดอนทรายกลางลำน้ำโขง ผ่านหน้าพาราไดส์ รีสอร์ต วกกลับล่องลำน้ำเลียบฝั่งลาว แวะให้ขึ้นไปชมตลาดปลอดภาษีของลาวที่บ้านดอนซาว ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นเหล้าและบุหรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพต่ำราคาถูกจากจีน จากนั้นกลับมายังท่าเรือที่สบรวก ใช้เวลา 1 ชม.(ไม่รวมค่านั่งเรือในโปรแกรม 

  

แม่สาย อำเภอแม่สายนั้น เดิมเป็นที่ตั้งของเมื่อง "เวียงศรีทวง" เป็นเมืองของพวกลวะ หรือลั๊วะ เป็นเมืองขึ้นเมืองหนึ่งของอาณาจักร "โยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสน" (อำเภอเชียงแสนในปัจจุบัน) อันเมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสนนั้น สร้างโดยปฐมกษัตริย์ พระนามว่า พระเจ้าสิงหนวัติราช ก่อนที่จะกล่าวถึงประวัติเมืองเวียงศรีทวง เวียงพา เวียงพานคำ จนถึงเวียงพางคำในปัจจุบัน

 

แม่สายเป็นอำเภอเหนือสุดของประเทศไทย ติดต่อกับประเทศพม่าที่ท่าขี้เหล็ก โดยมีแม่น้ำแม่สายเป็นพรมแดน มีสะพานเชื่อมเมืองทั้งสองเข้าด้วยกัน ทั้งชาวเขาและชาวพม่าเดินทางไปมาหาสู่ค้าขายกันโดยเสรี นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเดินทางไปยังท่าขี้เหล็กของพม่าเพื่อซื้อสินค้าพื้นเมืองและสินค้าราคาถูกอื่นๆ เช่น ตะกร้า เครื่องทองเหลือง สบู่พม่า สมุนไพร บุหร่ ฯลฯ นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเข้าเขตพม่า ได้ตั้งแต่เวลา 6.00-18.00 น. โดยนำบัตรประชาชนและเสียค่าธรรมเนียมคนละ 30 บาท ที่จุดผ่านแดน (สำหรับชาวต่างประเทศ 5 เหรียญสหรัฐ และใช้พาสปอร์ต ติดต่อที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย )นักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการข้ามไปฝั่งพม่า ตลาดดอยเวาเป็นแหล่งซื้อ-ขายของฝากที่นักท่องบเที่วแทบทุกคนต้องได้มาสักครั้งหนึ่ง เพื่อมาเดินซื้อของฝากราคาประหยัดกัน บรรดาของฝากที่มีขายกันมากมาย ประกอบไปด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้า, ขนมชนิดต่าง, เครื่องคิดเลข, เสี้อผ้ากันหนาว, เสี้อผ้าแฟชั่น, ชุดว่ายน้ำ, ถุงเท้า, รองเท้า, ของเล่นเด็ก, ภาพโปสเตอร์, พรม, ผ้าห่มขนปุย, ฯลฯ โดยสินค้าส่วนใหญ่จะผลิตในประเทศจีน มีบางอย่างที่ผลิตในประเทศพม่าเช่น เครื่องสำอางค์ หรือขนมบางอย่าง สนนราคาก็ไม่แพงเลย อาทิเช่น เครื่องเล่นวีซีดีเครื่องละประมาณ 1,000-1,200 หรือถ้าคุณต่อรองดี แล้ว อาจจะต่ำกว่าพันก็ได้ เครื่องคิดเลขขนาดใหญ่ก็ราคาประมาณ 100 บาท อันเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ประมาณ 30-60 บาท ของเล่นเด็กที่ผลิตในจีนก็ราคาถูก

รวมหมู่บ้านชาวเขา และหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว จ.เชียงราย

เที่ยวชม - อาข่า เย้า ลีซอ กะเหรี่ยงคอยาว กะเหรี่ยง ลาหู่ - บริการที่พักแบบ Home Stay - ศึกษาวัฒนธรรม - ศึกษาการเพาะปลูก/เกษตรกรรม/การทำนา - บริการที่พักแบบกางเต้นท์ Camping ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม แวดล้อมด้วยความเป็นอยู่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ

เที่ยวชม
- Akha village (อาข่า)
- Yao village (เย้า)
- Lisu village (ลีซอ)
- Palong village (กะเหรี่ยงคอยาว)
- Karen village (กะเหรี่ยง)
- Lahu village (ลาหู่)
- Long Necked (กะเหรี่ยงคอยาว)

 

หมู่บ้านชาวเขาเผ่าอีก้อและเผ่าเย้า   ก่อนกลับเดินทางไปเยี่ยมชม หมู่บ้านชาวเขาเผ่าอีก้อหริออาข่าและเผ่าเย้า เดินเที่ยวในหมู่บ้าน ชมวิถึชีวิตที่เรียบง่าย, วัฒนธรรม และภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของ ท้องถิ่น


หมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้าหรือเมี่ยน   บ้านหนองแว่น ตั้งอยู่ ตำบลแม่จัน จ.เชียงราย  เมี่ยน [เย้า] ได้รับการจัดให้อยู่ในเชื้อชาติ มองโกลอยด์ คืออยู่ในตระกูลจีนธิเบต ได้ปรากฏครั้งแรกในเอกสารบันทึกของจีน สมัยราชวงศ์ถัง โดยปรากฏในชื่อ ม่อ เย้า มีความหมายว่าไม่อยู่ใต้อำนาจของผู้ใด เล่ากันว่า เมื่อประมาณ 2000 กว่าปีมาแล้วบรรพชน ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ราบรอบทะเลสาปตงถิง แถบแม่น้ำแยงซี ยอมอ่อนน้อมให้ชนชาติผู้ปกครองรัฐ และไม่ยินยอมอยู่ภายใต้การบังคับกดขี่ของรัฐ จึงได้ทำการอพยพเข้าไปในป่าลึกบนภูเขาสูง ได้ตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านด้วยมือของเขาเอง เพื่อปกป้องเสรีภาพจึงถูกขนานนามว่า ม่อ เย้า ซึ่ง เหยา ซี เหลียน ได้บันทึกไว้ในเหลียงซูต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง คำเรียกนี้ี้ถูกยกเลิกไปเหลือแต่คำว่า "เย้า" เท่านั้น


หมู่บ้านชาวเขาเผ่าอีก้อหริออาข่า  อ่าข่าเป็นชนกลุ่มๆ หนึ่ง ที่ใช้ชื่อเรียกชนกลุ่มตนเองว่าอ่าข่า ในประเทศจีนเรียกว่าฮานีหรือโวน อ่าข่าสามารถแยกศัพท์ได้ดังนี้ อ่า แปลว่าชื้น ข่า แปลว่าไกล ความหมายของคำว่าอ่าข่าคือ ห่างไกลความชื้น อ่าข่าชื่อนี้มาจากความเชื่อที่ว่า ถ้าอยู่ใกล้แม่น้ำมีโรคภัยไข้เจ็บมาก และจากตำนานของอ่าข่าที่เล่าสู่รุ่นหลังมา กล่าวว่า กาลครั้งหนึ่งอ่าข่าได้เสียชีวิตไปมาก เนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำ ซึ่งอ่าข่าเรียกโรคนี้ว่า มี้หิ โรคนี้อาจตรงกับโรคอหิวาตกโรค หรือไข้มาลาเลียอย่างใดอย่างหนึ่ง จากตำนานและแนวความเชื่อมีผลต่อที่อยู่อาศัย อ่าข่าจึงมักอยู่ดอยสูงๆ อาศัยอยู่เฉพาะในทวีปเอเชีย

ในปัจจุบันสิ่งที่ยังคงพบเห็นก็คือ "ประตูวิญญาณหรือประตูป่า รูปแบบของประตูรั้วหมูบ้านที่ได้สอดแทรกความเชื่อในเรื่องของความเป็นวิญญาณนิยมตั้งไว้ที่หน้าหมูบ้านของพวกเขา อีก้อเป็นมนุษย์โลกที่ชอบอยู่อย่าง สันโดษ แยกตนเข้าไปอาศัยในพื้นที่ป่าที่ยังไม่มีการบุกรุก อีก้อเชื่อว่าที่แห่งนั้นมีวิญญาณที่จะสามารถช่วยคุ้มครองและป้องกันภัยอันตรายได้ ในแต่ละปีที่เริ่มฤดูปลูกข้าว อีก้อจะทำประตูรั้วบ้านใหม่และตบแต่งด้วยวัสดุอุปกรณ์หลากหลายชนิด เขาเชื่อว่าวัตถุเหล่านี้นั้นสามารถป้องกันผีได้ นั่นคือ รูปจำลองการร่วมเพศของมนุษย์ อีก้อเชื่อว่าจะสามารถทำให้วิญญาณที่สิงสถิตย์ ณ ที่แห่งนั้นเกรงกลัว ตามแบบฉบับของชาวอาข่านั้นจะ สร้างชิงช้ายักษ์ที่ทำด้วยไม้  ซึ่งจะใช้เล่นเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว มีการเล่นต่อคำพร้อมกับการเล่นโล้ชิงช้า


 << กลับหน้าเดิม



Tour rate :

จำนวน 

<< ย้อนกลับ  
   
 
 
 
© 2006, Somboon Tour
This website is designed & develloped by Chiangmaizone dot com

Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0