ค้นหาด่วน :
www.somboontours.com
 
 
 
ภาพคลิปวีดีโอ ทัวร์ :
   
ทัวร์ช้าง 1
ทัวร์ช้าง 2
หยกและอัญมณี
กระเหรี่ยงคอยาว
การทอผ้าไหมไทย
   



สำหรับท่านผู้ที่มีเวลาน้อยชม..การวาดลวดลายบนร่ม,ทอผ้าไหม,ประดิษฐ์เครื่องเงินและอัญมณี,แกะสลักไม้สัก.

การแสดงช้าง,การนั่งช้างชมหมู่บ้านชาวลีซอ,นั่งเกวียนเทียบวัว,ล่องแพไม้ไผ่,ชมศูนย์หัตถกรรมร่มบ่อสร้าง.

เข้ามาบริหารต่อได้เลยไม่ต้องทำอะไรแล้ว. ADMINISTRATION CAN NOT DO IT THEN.

ทัวร์แม่ฮ่องสอน3วัน 2คืน. เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ,ทางประวัติศาสตร์,ทางประเพณีและวัฒนธรรม.

เส้นทางคลุกคลักคดเคี้ยว.ต้องบีบแตรทุกโค้ง.เพราะชาวม้งขับรถวั้ยไว..คือเส้นทางของดอยปุย-ขุนช่างเคี่ยน

โปรแกรมทัวร์์  :  Code TBT 011
Code :TBT 011 :  บ้านม้งดอยปุยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
Code : TBT 011 :  โรงงานกล้วยไม้หยก
Code : TBT 011 :  วัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร
 
Back Page  
Code : Code : TBT 011   วัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร

.


 
ยังไม่ได้เพิ่มรูป

"พระบรมธาตุดอยสุเทพ" พระบรมธาตุ หมายถึง พระอัฐิที่ผุกร่อนหรือเถ้าถ่านของพระพุทธเจ้า.

องค์พระเจดีย์ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง มีชื่อว่า "ดอยสุเทพ"

บันไดนาค เป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งหนึ่งของวัดพระธาตุดอยสุเทพ มีความงดงามทางด้านศิลปะที่ทรงคุณค่า และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวผู้มานมัสการพระบรมธาตุ มักจะต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่ด้านของบันไดนาค ซึ่งมีทัศนียภาพงดงาม.

ระฆังข้างพระบรมธาตุ ด้านนอกกำแพงของพระบรมธาตุ มีระฆังเรียงรายอยู่สองข้าง คือด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนมักจะเคาะระฆังจากใบแรกถึงใบสุดท้าย บางคนก็ตีระฆังด้วยความสนุกสนานตามประสาแบบไทยๆ แต่มักจะเป็นที่สงสัยของบรรดาฝรั่งทั้งหลาย.

นอกจากระฆังใบใหญ่ ใบขนาดกลาง และใบขนาดจิ๋วแล้ว ยังมีฆ้องยักษ์อีก อยู่บริเวณรอบพระธาตุ หากผู้ใดมาเยือนก็ลองเคาะดู จะอธิษฐานอย่างไร ก็ตามใจปรารถนาก็แล้วกัน.

"วิหารครูบาศรีวิชัย" เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ผู้นำการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ.

"อนุเสาวรีย์ช้างเผือก" เป็นช้างมงคลที่เสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ.

บันไดนาควัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2453 - 2463

เปิดให้รถขึ้นถึงบันไดนาคเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2478

หลังจากนักท่องเที่ยวได้นมัสการพระบรมธาตุแล้ว ก็จะต้องเดินชมบริเวณรอบวัด และใช้เวลาชมความงดงามของเมืองเชียงใหม่.

ลานชมวิว. ซึ่งบางวันมีสายหมอกเป็นกลุ่มๆ ลอยอยู่เหนือเมืองเชียงใหม่ ทำให้ดูเหมือนว่าอยู่บนสวรรค์ .

หลากหลายบรรยายกาศ เมื่อมองลงไป สามารถเห็นสถานที่สำคัญของเชียงใหม่ได้ เช่น สนามบินเชียงใหม่.



 วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ (รายละเอียด)

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย   ตั้งอยู่ก่อนที่เราจะขึ้นดอยสุเทพ ครูบาศรีวิชัย เป็นพระเถระที่ชาวล้านนาไทยให้ความเคารพนับถือมากที่สุด ทุกวันนี้พวกเราจะสามารถเดินทางขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพได้อย่างสะดวกสบายดี เมื่อพวกเราขึ้นไปจะผ่านอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขาข้างทางด้านล่างนั้น อย่าลืมหยุดนมัสการท่าน หรืออย่างน้อยก็หยุดสงบใจระลึกถึงพระคุณของท่านครูบาเจ้า เพราะท่านเป็นผู้ที่เสียสละอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะชาวล้านนาไทย รวมถึงพระพุทธศาสนาอีกด้าย

การสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพ  ตามประวัติได้แจ้งว่า เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 พระเจ้ากือนา ได้ทรงสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารไว้บนยอด เขาดอยสุเทพ โดยได้นำเอาพระบรมธาตุ ของพระพุทธเจ้า ที่พระมหาสวามี นำมาจากเมืองปางจา จังหวัดสุโขทัย บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร นอกจากจะเป็นวัดที่มีความสำคัญมากแล้ว ยังเป็นพระอารามหลวง 1 ใน 4 ของจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย (พระอารามหลวงหมายถึง วัดที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเจาอยู่หัวฯ) ชาวเชียงใหม่เคารพนับถือพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารมากเสมือนหนึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มาแต่โบราณกาล

ชื่อภูเขา "ดอยสุเทพ"  องค์พระเจดีย์ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง มีชื่อว่า ดอยสุเทพ แต่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของฤาษี มีนามว่า สุเทวะ เป็นภาษาบาลี มีความหมายว่า เทพเจ้าที่ดี ซึ่งตรงกับความหมายของคำว่า สุเทพ นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงได้ ชื่อว่า ดอยสุเทพ ซึ่งมาจากชื่อของฤๅษี คือสุเทวะฤาษี

ที่ตั้งของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์และเป็นวัดท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนชาวไทยโดยทั่วไป ในฐานะที่เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากวัดหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 14 กิโลเมตร อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,053 เมตร อยู่ในเขตตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ปูชนียสถานในวัด

พระบรมธาตุ  พระบรมธาตุ หมายถึง พระอัฐิที่ผุกร่อนหรือเถ้าถ่านของพระพุทธเจ้า ซึ่งมารวมตัวอัดแน่นเป็นก้อนแข็งราวกับแร่ธาตุชนิดหนึ่งแล้วก็ตกผลึกมีแสงแวววาวระยิบระยับ ประหนึ่งก้อนหยกที่ถูกเจียรไนแล้ว ขนาดสัณฐานของพระบรมธาตุมีลักษณะกลมเล็กสะท้อนแสง ขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว พระบรมธาตุที่แท้จริงจะสำแดงนิมิตปาฏิหารย์ได้ โดยทั่วไปจะมีสีแสงโชติช่วงในเวลากลางคืนและมีพลังอำนาจในตัวของมันเอง จะมีทั้งแยกธาตุ - รวมธาตุและสลายธาตุหายไป ได้โดยพลังอำนาจฉับพลันราวกับปาฏิหารย์ ชาวพุทธนิยมเก็บพระบรมธาตุไว้ในเจดีย์ หรือไม่ก็ขุดฝังไว้ภายใต้องค์พระเจดีย์ เพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมทั้งยังเป็นการสร้างสถานที่สำคัญไว้เคารพบูชาของคนและเทวดาทั้งหลาย และยังเป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่พระบรมธาตุมีพลานุภาพอย่างมาก หากใครได้ยินได้ฟังแล้วก็อยากจะมาเยี่ยมชมและกราบไหว้นมัสการองค์พระเจดีย์อยู่มิได้ขาด

พระเจ้ากือนาทรงรับสั่งให้สร้างพระเจดีย์ ณ ที่นั้น มีขนาดสูง 5 วา เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๖ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๘ พระเจ้าเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ ๑๒ ของเชียงใหม่ ได้ทำการบูรณะพระเจดีย์ โดยได้นิมนต์พระมหาญาณมงคลโพธิ จากลำพูนมาเป็นประธานการบูรณะ โดยขยายพระเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม สูง ๑๑ วา กว้าง ๖ วา ที่ปรากฏทุกวันนี้

วิหารครูบาศรีวิชัย ตั้งอยู่ด้านนอกของเขตพระบรมธาตุด้านทิศตะวันตก เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ผู้นำการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ และรูปหล่อของอดีตเจ้าอาวาสพระธาตุดอยสุเทพ เช่น ครูบาเถิ้ม พระราชรัตนากร เป็นต้น

อนุเสาวรีย์ช้างเผือก ช้างเผือกมงคลเชื่อกนี้ เป็นเชือกที่พระเจ้ากือนา เจ้าครองนครเชียงใหม่ ได้ทรงคัดเลือกเพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นไว้บนหลังช้าง และทำพิธีเสียงทายต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อดลบันดาลให้ช้างเผือกมงคลนำพระบรมสารีริกธาตุไปยังสถานที่อันเหมาะสมที่จะประดิษฐาน และแล้วช้างเผือกมงคลเชือกนี้ ก็ได้เดินมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดดอยสุเทพ ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตั้งแต่บัดนั้นมา
เพื่อเป็นการระลึกถึงช้างเผือกเชือกนั้น จึงได้สร้างอนุเสาวรีย์ช้างเผือกมงคลเชือกนี้ไว้ เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๔๒ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้รับทราบถึงความเป็นมาในอดีตมา อนุเสาวรีย์ตั้งอยู่ที่ข้างวิหารครูบาศรีวิชัย ทางขึ้นไปนมัสการพระธาตุ

วิหารพระพุทธชินสีห์สุวรรณเจดีย์  เป็นวิหารอยู่ด้านทิศใต้ของพระบรมธาตุ เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของพระภิกษุสงฆ์ เช่นทำวัตร สวดมนต์ ตลอดพิธีกรรมสำคัญต่างๆ ทางศาสนา ข้างในประกอบด้วยพระประธาน พระพุทธชินราช และพระพุทธรูปอีกหลายองค์ ด้านฝาผนังของวิหาร มีภาพเขียนเรื่องพระเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นภาพเก่า พระวิหารพระพุทธ สร้างขึ้นโดยพระเจ้ากาวิละ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๘ นอกจากนั้น พระเจ้ากาวิละยังทรงได้สร้างฉัตรประจำมุมพระธาตุอีกด้วย

วิหารพระเจ้าอุ่นเมือง  เป็นวิหารอยู่ด้านทิศตะวันตกของพระบรมธาตุ ด้านในประกอบด้วยพระเจ้าอุ่นเมือง 1 องค์ ซึ่งประดิษฐานอยู่แทนแก้วด้านบน และองค์ด้านล่างเป็น พระสิงห์หนึ่ง ศิลปะเชียงแสน (พระสิงห์) และพระพุทธรูปองค์เล็กๆ อีกจำนวนหนึ่ง เป็นวิหารขนาดเล็กติดกับพระบรมธาตุด้านเหนือ สำหรับให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะบูชา เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์

วิหารพระเจ้ากือนา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยพระราชรัตนากร (คำ ธมมจาโร) อดีตผู้เป็นอธิบดีสงฆ์วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ลำดับที่ 6 ได้ดำเนินการสร้างวิหารขึ้นหลังหนึ่งเป็นวิหารไม้สักทั้งหลัง รูปแบบลักษณะคล้ายวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ มีขนาดกว้าง 8 วา ยาว 12 วา เพื่อเป็นราชานุสรณ์และกตัญญูกตเวทิตธรรม แด่พระเจ้ากือนาพร้อมด้วยพระมหาสุมนเถระ พระผู้อัญเชิญพระบรมธาตุประดิษฐานบนหลังพญาช้างขึ้นมาถึงยอดสุเทวบรรพต ก่อเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุอันเป็นปฐมเหตุให้สถานที่แห่งนี้เจริญรุ่งเรืองเป็นศรีแก่นพบุรีมาตราบเท่าทุกวันนี้การก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ท่านได้ถึงแก่มรณภาพไปก่อน ต่อมาพระญาณสมโพธิ (ธงชัย สุวรรณสิริ) ผู้เป็นอธิบดีสงฆ์ลำดับที่ 7 ได้สืบสานเจตนารมณ์ ดำเนินการก่อสร้างต่อจนเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2545 สิ้นค่าใช้จ่าย 5,000,000 (ห้าล้านบาทถ้วน) ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูป นามว่า "พระศรีสุคตนบุรี" วิหารหลังนี้ให้ชื่อว่า "วิหารพระเจ้ากือนา"

ในมิติของการเรียนรู้  ก่อให้เกิดการเรียนรู้เปรียบเทียบถึงคติความเชื่อ ศิลปกรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในอดีตกับปัจจุบันได้ค่อนข้างชัดเจน โบราณวัตถุบางอย่างเหลือไว้เป็นอนุสรณ์ โดยที่ปัจจุบันได้เลิกใช้ไปแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม และความเชื่ออย่างชัดเจน ดังนั้น โบราณวัตถุทั้งหลาย ย่อมมีความหมายอยู่ในตัว และเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และด้านคติความเชื่อ การได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์เป็นการแสวงหาคุณค่าให้กับชีวิตและจิตวิญญาณอย่างดียิ่ง โดยไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด

   บันไดนาค  บันไดนาค เป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งหนึ่งของวัดพระธาตุดอยสุเทพ มีความงดงามทางด้านศิลปะที่ทรงคุณค่า และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวผู้มานมัสการพระบรมธาตุ มักจะต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่ด้านของบันไดนาค ซึ่งมีทัศนียภาพงดงามและมีเสน่ห์เมื่อมองขึ้นไปตามขั้นได นักท่องเที่ยวที่มาเยือนครั้งแรก มักจะเดิน ขึ้นหรือเดินลงบันไดนาคเสมอ แต่ส่วนใหญ่มักจะเดินลง ส่วนตอนขึ้นนั้นมักจะขึ้นทางลิฟท์หรือรถรางไฟฟ้า 
 บันไดนาค สร้างขึ้น ในปี พ.ศ.2100 (ค.ศ.1557) โดยมีพระมหาญาณมงคลโพธิ ้เป็นประธานก่อสร้าง ซึ่งมีขนาดความยาว 306 ขั้น จากล่างถึงบน ประกอบด้วยพญานาคทั้ง 2 ข้าง ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ตกแต่งอย่างปราณีต พญานาคแต่ละตัวมี 7 หัว บันไดนาคนี้สร้างมานานกว่า 400 ปี มีการชำรุดไปบ้างแต่ก็ได้รับการบำรุงซ่อมแซมอยู่ตลอดเวลา จนทำให้พวกเราทุกคนได้เห็นบันไดนาคอยู่ในสภาพเดิมตราบเท่าทุกวันนี้

ลานชมวิว สถานที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวอีกที่หนึ่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญและบันทึกภาพเป็นที่ระลึกเสมอ นั้นคือ ลานชมวิว หลังจากนักท่องเที่ยวได้นมัสการพระบรมธาตุแล้ว ก็จะต้องเดินชมบริเวณรอบวัด และใช้เวลาชมความงดงามของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งบางวันมีสายหมอกเป็นกลุ่มๆ ลอยอยู่เหนือเมืองเชียงใหม่ ทำให้ดูเหมือนว่าอยู่บนสวรรค์ ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายของบนดอย ประกอบกับละอองหมอกที่ลอยมาสัมผัสกายเป็นระยะในฤดูหนาว และฤดูฝน

หลากหลายบรรยายกาศ เมื่อมองลงไป สามารถเห็นสถานที่สำคัญของเชียงใหม่ได้ เช่น สนามบินเชียงใหม่ สามารถเห็นเครื่องบินขึ้นลงได้อย่างชัดเจน วัดสวนดอก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนห้วยแก้ว ถนนสุเทพ เป็นต้น ท่านที่มาเยี่ยมชมต่างวัน ต่างเวลา อาจจะได้สัมผัสบรรยากาศต่างกันไป บางวันอากาศโปร่ง สามารถมองเห็นได้ชัดเจน บางทีก็มีหมอกลอยอยู่เหนือฟ้าดูน่าชม บรรยากาศเช่นนี้ คงบรรยายได้ไม่เท่ากับการที่ได้มาสัมผัสเอง

                                                                                                                        

กลับหน้าเดิม



Tour rate :

จำนวน 

<< ย้อนกลับ  
   
 
 
 
© 2006, Somboon Tour
This website is designed & develloped by Chiangmaizone dot com

Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0